เปิดที่มาสุดจี๊ดของ Vivienne Westwood Orb สัญลักษณ์ราชวงศ์ ที่แสดงตัวตนของชนชั้นแรงงาน

Last updated: 18 Sep 2023  |  3619 Views  | 

เปิดที่มาสุดจี๊ดของ Vivienne Westwood Orb สัญลักษณ์ราชวงศ์ ที่แสดงตัวตนของชนชั้นแรงงาน

อีกหนึ่งแบรนด์ที่กำลังมาแรงและได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อยู่ไม่น้อยต้องยกให้ Vivienne Westwood แบรนด์นักปฏิวัติจากประเทศอังกฤษที่มีอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่โดดเด่น และอีกหนึ่งสิ่งที่นับว่าเป็นภาพจำของแบรนด์นี้ไปควบคู่กับสีสันของแฟชั่นที่จัดจ้านคือโลโก้วงแหวนดาวเสาร์ที่ดูเรียบง่ายและน่าจดจำ ทว่าเบื้องลึกเบื้องหลังสัญลักษณ์ของแบรนด์สิ่งนี้ได้สอดแทรกความเป็นมาที่เจ็บแสบไว้มากมาย

สาวขบถฉีกวงการแฟชั่น

หากย้อนกลับไปในช่วงปี 1985 – 1986 ในเวลานั้นวิเวียน เวสต์วูด ดีไซเนอร์สาวหัวขบถได้เลิกรากับแฟนหนุ่มอย่าง Malcom Mclaren และได้ทำการจบธุรกิจร้านเสื้อผ้าเสียดสีสังคมที่ทำร่วมกันมาอย่าง“World’s End” หลังจากนั้นวิเวียน เวสต์วูดจึงได้ทำการเดินทางไปยังประเทศอิตาลีโดยได้รับการสนับสนุนจาก Elio Fiorucci เจ้าของแบรนด์ Fiorucci ในระหว่างที่เธออยู่ที่นั่น เธอได้ทำการค้นคว้าหาแรงบันดาลใจที่จะผลักดันเธอการก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นอีกหนึ่งครั้ง และด้วยพื้นฐานที่เป็นคนชาวอังกฤษทำให้เธอหยิบยกสิ่งที่คุ้นตาอย่าง การแต่งกายของเหล่าราชวงศ์ เธอหยิบเหล่าเครื่องแบบของบุคคลในราชวงศ์มาดัดแปลงให้กลายเป็นเสื้อไหมพรม ที่ชนชั้นแรงงานทั่วไปสามารถจับต้องและซื้อขายได้ การกระทำดังกล่าวเป็นการเสียดสีถึงเรื่องของความต่างทางชนชั้นที่เจ็บแสบ โดยเธอยังกล่าวว่า เธอมีความคาดหวังเป็นอย่างมากว่าเจ้าชายชาร์ลจะสวมเสื้อของเธอ การหยิบเรื่องราวประเด็นทางสังคม ตลอดจนการตั้งคำถามเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่สำคัญ และนำมันมาผสมผสานเข้ากับความเป็นแฟชั่นที่เหนือชั้นของเธอ จนก่อเกิดเป็นคอลเลกชันสำคัญที่ทำให้เธอแตะเท้ากลับเข้าสู่วงการแฟชั่นอย่างสง่างาม

 

ดีไซเนอร์ผู้เคารพตนเอง 

ด้วยสายเลือดความเป็นชาวอังกฤษ ผนวกกับความชอบส่วนตัวที่มีความหลงใหลในเรื่องของอวกาศ เธอเสพงานดาราศาสตร์เป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ดู นิตยสารหรือหนังสือที่อ่าน ตลอดจนของสะสมชิ้นสำคัญของลูกชายที่เป็นภาพถ่ายของวงแหวนดาวเสาร์ ทำให้เธอเกิดความคิดที่จะผสมผสานความเป็นตัวตน และความชอบของเธอเข้าไว้ด้วยกัน เธอได้หยิบยกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของราชวงศ์อังกฤษมาดัดแปลง ปรับเปลี่ยน รังสรรค์ความทันสมัยความเป็นอนาคตเข้าไป จึงกลายเป็นสัญลักษณ์วงแหวนดาวเสาร์ที่มีส่วนประกอบจากเครื่องอิสริยาภรณ์ของราชวงศ์อังกฤษ โดยเพื่อนสนิทของวิเวียน เวสต์วูดอย่าง Carlo D’Amario ได้กล่าวว่า “โลโก้นี้นับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่เหมาะสมที่จะเป็นสิ่งแสดงถึงความเป็นตัวตนของวิเวียน เวสต์วูด เนื่องด้วยมีแนวคิดและเอกลักษณ์ที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าวิเวียนเธอจะจ้างกี่คนออกแบบให้ ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่สามารถสื่อถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ได้ดีที่สุดก็ย่อมเป็นเจ้าของแบรนด์ที่สร้างสรรค์แบรนด์นี้ขึ้นมา” และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา Vivienne Westwood Orb ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์อย่างเต็มตัว ถูกนำไปอยู่บนทุกสินค้าของแบรนด์ กระทั่งกระดุม รวมถึงมีการนำไปทำเป็นแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ ตกแต่งสำหนักงานหลักของแบรนด์ เพื่อแสดงถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของ Vivienne Westwood

 

สัญลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ

            การหยิบยกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เปรียบดั่งสิ่งสมมติของชนชั้นสูงมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของแบรนด์แฟชั่นซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไป ตลอดจนชนชั้นแรงงานสามารถจับต้องและซื้อขายได้ นับเป็นเรื่องที่แหวกขนบเดิมของอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นอย่างมาก โดยสัญลักษณ์ Orb ของ มา Vivienne Westwood จะประกอบไปด้วยของ 3 สิ่งด้วยกัน นั่นคือ มงกุฎ (Crown Jewel) คฑา (Sceptre) และลูกแก้วกลมไม้กางเขน (Orb) ผนวกเข้ากับความชอบในเรื่องของดาราศาสตร์ เธอได้หยิบยกวงแหวนดาวเสาร์ (Saturn Rings) เข้ามาเพิ่มให้โลโก้นี้มีความสวยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ Vivienne Westwood มีภาพจำรวมเติบเต็มแบรนด์นี้ให้กลายเป็นแบรนด์แถวหน้าของวงการแฟชั่นได้อย่างสมบูรณ์

 

 


ในปัจจุบันด้วยกระแสการกลับมาของเทรนด์ Y2K รวมถึงตลาดของวินเทจที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทำให้แบรนด์ Vivienne Westwood เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก มีการ Re-sell ในราคาที่ค่อนข้างสูง ด้วยการออกแบบต่าง ๆ ของแบรนด์ที่ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ตลอดจนกระเป๋า ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นแบรนด์ขวัญใจของวัยรุ่นในยุคนี้ โดย Pearl Necklace ของ Vivienne Westwood ถูกยกย่องให้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปี 2020 – 2022 แม้สินค้าจะถูกผลิตออกมาวางขายก่อนหน้าเกือบ 30 ปีแล้วก็ตาม

Powered by MakeWebEasy.com
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy  and  Cookies Policy